KNOWLEDGE

คลังข้อมูล รวบรวมบทความที่เป็นประโยชน์ และคำถามที่พบบ่อย

Question อยากสร้างร้านค้าออนไลน์ หรือ ตลาดออนไลน์?

แบบไหนกันนะ ที่คุณต้องการจริงๆ

ทีมของเรามักจะเจอคำถาม และให้ช่วยตีราคาในส่วนของเว็บไซต์กลุ่มนี้บ่อย ยิ่งเป็นช่วง 3-4 เดือนหลังนี่เริ่มรู้สึกว่าตลาดตรงนี้บูมมากๆ 80% ของลูกค้าที่ช่วยให้ตีราคาให้ มักจะอยากสร้าง ร้านค้าออนไลน์ หรือที่เราเรียกกันว่า E-commerce แต่ในความเป็นจริง เบื้องหลังขอบเขตที่ลูกค้าต้องการเป็นแค่นั้นจริงๆ น่ะหรอ?

วันนี้ผมจะมาเสนอวิธีเช็คขอบเขตโปรเจ็คกันครับ ซึ่งลูกค้าจะได้เข้าใจตรงกันว่า อ๋อที่คุณต้องการจริงๆน่ะ มันคือแบบนี้นะ เพราะบางทีมีหลายครั้งที่ลูกค้ามักจะเข้ามาด้วยคำว่าอยากได้ร้านค้า หรือขายของออนไลน์ สั้นๆ ง่ายๆ แต่ในมุมมองของคนที่มีประสบการณ์ด้านนี้มานาน อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ และมีขอบเขตที่มากกว่าที่ลูกค้าต้องการก็เป็นได้ครับ

ร้านค้าออนไลน์ หรือ ตลาดออนไลน์

สอบถามตัวเองด้วยคำถามแรกง่ายๆ ก่อนครับว่า ในเว็บไซต์ หรือแอพที่อยากได้ เราเป็นผู้ขายของคนเดียวหรือเปล่า ถ้าใช่แบบนี้จะเป็นขอบเขตร้านค้าออนไลน์ที่ง่ายที่สุด หรือเป็นพื้นฐานของ E-commerce ทั่วไปเลยก็ว่าได้ ก็เหมือนกับคุณมีร้านขายของ สินค้าในเว็บไซต์ หรือแอพฯนี้ มาจากร้านค้าของคุณร้านเดียวเลย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Mercular ที่ขายหูฟังออนไลน์ หรือ Bagspace ที่ขายกระเป๋ายี่ห้อตัวเอง เป็นต้น

แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณบอกว่า คุณอยากจะสร้างเว็บไซต์, แอพฯ หรือแพลตฟอร์มอะไรก็ตามแต่ขึ้นมา อยากให้คนอื่นสมัครสมาชิกเอาของมาขายได้ เหมือนเปิดเป็นตลาดซึ่งมีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมาก แบบนี้เราจะเรียกว่า marketplace ยกตัวอย่างเช่น Lazada และ Shopee ให้เห็นภาพกันชัดๆ ซึ่งขอบเขตของงานทั้งสองแบบนี้ดูเผินๆ ก็เหมือนจะคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงเชิงเทคนิคมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มขึ้นมามากพอสมควร ด้วยเหตุนี้ราคาในการจัดทำเว็บไซต์ และแอพฯ ประเภท marketplace จึงถือว่าราคาแพงกว่าร้านค้าออนไลน์ทั่วไปอย่างชัดเจน

ร้านค้าออนไลน์
e-commerce by Natalia Veretenyk

ถ้าคุณอยากได้ร้านค้าออนไลน์

เรามาลองทบทวนกระบวนการของการใช้งานร้านค้าออนไลน์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปกันสักนิดก่อนครับ

  1. เข้าหน้าเว็บไซต์
  2. เลือกดูสินค้า
  3. สั่งซื้อสินค้า (หน้าสรุปรายการตะกร้าสินค้า)
  4. กรอกข้อมูลผู้สั่งซื้อ
  5. เลือกวิธีจัดส่ง
  6. เลือกวิธีชำระเงิน
  7. ชำระเงิน
  8. แจ้งโอนเงิน
  9. รอการยืนยันจากร้านค้า
  10. รอรับสินค้า

นี่เป็นกระบวนการทั่วไปสำหรับร้านค้าออนไลน์ ยังไม่รวมจิปาถะยิบย่อยเช่นระบบโปรโมชั่น, คำนวนภาษี ค่าจัดส่ง, การบริหารคลังสินค้า, ระบบสมาชิก การกรอกข้อมูลรับอีเมล์ข่าวสาร หรือรวมไปถึงระบบค้นหา อาจจะฟังดูยุ่งยากแต่หลักๆ แล้วเว็บไซต์ หรือแอพฯ ทั่วไปที่สามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ก็จะมีกระบวนการประเภทนี้เป็นปรกติ ซึ่งเราสามารถใช้ CMS ที่รองรับระบบ E-commerce ในตลาดอย่างเช่น WordPress, Prestashop หรือ Magento ช่วยในการจัดการพวกนี้ได้ส่วนนึง

แต่ถ้าคุณอยากได้ ตลาดออนไลน์

กระบวนการจะเปลี่ยนไปเยอะมากจาก E-commerce แบบเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของไอเดีย หรือ decision maker จะต้องจัดเตรียมข้อมูลต่างๆ มาให้ผู้รับจ้าง โดยทาง JindaTheme ขอรวบรวมคำถามที่พบบ่อย รวมไปถึงขอบเขตอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้คุณลูกค้าเข้าใจว่าความเป็นจริงแล้วระบบ ตลาดออนไลน์ ที่ต้องการนั้นต้องคิดเผื่อเรื่องใดบ้าง ดังนี้

  • เวลาคนซื้อโอนเงิน เราที่เป็นตัวกลางจะต้องรับเงินมาพักไว้ก่อน พอถึงช่วงวันที่เท่าไหร่ของเดือนก็ค่อยโอนไปให้ vendor ตามที่เขาขายได้ ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องทำบัญชีเป็น record อยู่ที่เว็บไซต์หลังบ้านด้วย
  • เราจะเก็บค่า commission การขายจาก vendor หรือเปล่า?
  • ในอนาคตสามารถทำเป็น premium listing ในการดันอันดับได้หรือไม่?
  • ระบบโปรโมชั่นที่สามารถใช้ได้เฉพาะบางร้าน
  • ช่องทางการชำระเงินมีอะไรบ้าง
  • บุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิก สามารถสั่งซื้อได้หรือไม่?​ (Guest checkout)
  • สามารถใช้ social network ในการเข้าสู่ระบบ และสมัครสมาชิกได้หรือไม่?
  • ระบบหลังบ้านของแต่ละร้าน ที่ผู้ขายสามารถบริหารจัดการสินค้า รายการสั่งซื้อ และสต็อคสินค้าได้ด้วยตัวเอง
  • ระบบ referral, point, rewards หรือ royalty program อื่นๆ

จะเห็นว่าการทำตลาดออนไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ขนาดใหญ่นั้นมีหลายกระบวนการ และก็มากด้วยขอบเขตที่สามารถเพิ่มเติมได้ เมื่อมีการเพิ่มขอบเขตที่มากขึ้น ก็ต้องใช้เวลาในการพัฒนาระบบนานขึ้น อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

marketplace

แคตตาล็อกสินค้า

ถือว่าเป็นระบบที่ง่ายที่สุดในบรรดาระบบ ร้านค้าออนไลน์ กล่าวง่ายๆ คือเว็บไซต์ หรือโมบายแอพฯ ที่สร้างขึ้นจะไม่มีฟังก์ชั่นตะกร้าสินค้า ไม่สามารถสั่งซื้อของ ชำระเงินผ่านทางออนไลน์ได้ เรียกว่าเป็นเหมือนเว็บไซต์แสดงข้อมูลสินค้า ราคา เมื่อผู้ใช้เข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ และสนใจสินค้า ก็จะติดต่อผ่านช่องทางที่ร้านค้ากำหนดไว้เช่น เบอร์โทรศัพท์, Line หรืออีเมล์ เป็นต้น โดยเจ้าของร้านสามารถจัดการสินค้าได้ด้วยตัวเองผ่านระบบหลังบ้าน แต่จะต้องดำเนินการติดต่อช่วยเหลือในการสั่งซื้อกับลูกค้าด้วยตัวเอง เว็บไซต์ที่เป็นแบบแคตตาล็อกสินค้าก็ได้แก่ IKEA

แล้วจะเลือกแบบไหนดี?

  • ถ้าคุณขายสินค้าราคาแพงอย่างเพชรพลอย หรือต้องมีการพูดคุยรายละเอียดกับลูกค้าก่อนทำการซื้อขาย หรือสินค้าที่อยากให้ลูกค้าเข้ามาดูที่หน้าร้านเป็นส่วนใหญ่ แนะนำให้ใช้แพลตฟอร์มประเภท แคตตาล็อกสินค้า ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูก และใช้เวลาในการพัฒนาไม่มาก
  • ถ้าคุณต้องการขายสินค้าออนไลน์ สินค้าทั้งหมดในแพลตฟอร์มนั้นเป็นของร้านคุณแต่เพียงผู้เดียว มีระบบตะกร้าสินค้า ให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อของได้ด้วยตัวเอง ก็จะเป็นแบบ E-commerce ร้านค้าออนไลน์ทั่วไป ซึ่งจะใช้เวลาพัฒนาไม่มาก และค่าใช้จ่ายยังไม่สูงเกินไป
  • ถ้าคุณต้องการเปิดแพลตฟอร์มให้ผู้อื่นสามารถนำสินค้าเข้ามาขายด้วย มีระบบตะกร้าสินค้า ระบบจัดการสต็อคสินค้าสำหรับร้านค้าทุกร้าน และมีการชำระเงินโดยผ่านตัวกลางก่อนแบบนี้จะเป็น ตลาดออนไลน์ หรือ marketplace ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูง และเวลาในการพัฒนาที่มากขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขอบเขตที่แน่นอนที่ลูกค้านำมา ซึ่งราคา และระยะเวลาในการพัฒนาอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้หากผู้ให้บริการรู้ขอบเขตงานที่ชัดเจน คุณลูกค้าท่านไหนมีความสนใจ สงสัย สามารถสอบถามทีมงานของ JindaTheme ในการสร้าง ร้านค้าออนไลน์ ตลาดออนไลน์ และแพลตฟอร์มจำพวก แคตตาล็อกสินค้าได้ตลอดเวลาที่อีเมล์ hello@jindatheme.com หรือ Facebook.com/JindaTheme ครับ

พูดคุยกับทีมงาน Messenger Icon