KNOWLEDGE

คลังข้อมูล รวบรวมบทความที่เป็นประโยชน์ และคำถามที่พบบ่อย

Question MVP สำคัญยังไงกับผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่

MVP (Minimum Viable Products)

MVP คืออะไร? เคยเจอปัญหาแบบนี้ไหมครับ.. ทำไมสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่เราสร้างขึ้นมาดิบดี มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน จนเรา และทีมงานคิดว่ามันน่าจะไปได้ด้วยดีในตลาด กลับไม่มีคนใช้ หรือมียอดผู้ใช้งานจริงๆ ไม่ถึงเป้า ผมเคยเห็นผลิตภัณฑ์บางตัวมีระบบที่ดีมาก ทั้งด้านของเทคโนโลยีที่เลือกใช้ และพนักงานที่เพียบพร้อม แต่กลับมี active user ใช้งานจริงๆ อยู่ไม่เท่าไหร่ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปสักครึ่งปี อาจจะต้องขาดทุนเป็นแน่แท้ แล้วปัญหาพวกนี้มันเกิดจากอะไร ในเมื่อตัวผลิตภัณฑ์มันก็ดีอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่มีคนใช้?

ผมเองมักจะพบเจอกับลูกค้าหลายเจ้าที่มีทุกอย่างพร้อม ทั้งด้านไอเดีย บุคคลากร และเงินทุน ซึ่งจะมาพร้อมกับ requirements มากมายก่ายกองที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หนำซ้ำเวลาที่ meeting กันก็มักจะมีไอเดียอยากได้โน่นได้นี่เพิ่มตลอด ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างในตอนแรก กลับเป็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากเดิมที่วางแผนไว้มาก มีสิ่งที่คิดว่าลูกค้าต้องการอยู่ทุกอย่าง จนบางทีลืมคิดไปว่าลูกค้าอาจจะใช้งานแค่ฟังก์ชั่นหลักหนึ่งถึงสองอย่างเองก็เป็นได้

การเพิ่มฟังก์ชั่นให้มากขึ้น และอำนวยความสะดวกมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่มันก็ย่อมแลกกับความสนใจจริงๆ ของผู้ใช้ออกไปด้วย

ไอ้นั่นก็มี ไอ้นี่ก็มี บางทีก็ไม่รู้ว่าจะยัดฟังก์ชั่นแบบนี้ไว้ที่หน้าจอให้ลูกค้าเห็นตรงไหน จนสุดท้ายอยากจะใส่มันทั้งหมดลงไปในหน้าเว็บ หรือแอพฯ หน้าเดียว จนผู้ใช้กวาดสายตาไปไหนมาไหนไม่ถูก สุดท้ายเกิดความสับสนกดออกไปหาบริการอื่นที่ใช้งานง่าย และซับซ้อนน้อยกว่า ทำให้สิ่งที่ลงทุนไปทั้งเรื่องของเวลา เงินทอง และแรงงาน นั้นก็ย่อมเกิดเป็นคำถามถัดมา แล้วเราจะทำยังไงให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด เพื่อลองตลาดผู้ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตอบแทนกลับมาล่ะ?

บางที MVP อาจจะช่วยเราได้

ผมจะสรุปว่า MVP นั้นเป็นการทำตัวต้นแบบที่ใช้เวลาในการสร้างน้อยที่สุด ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานฟังก์ชั่นนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณรู้ว่าผู้ใช้ต้องการไปทำงานให้เร็วขึ้นกว่าการเดิน โดยคุณมีไอเดียว่าต้องการสร้างรถยนต์ที่จะสามารถเดินทางไปทำงานเร็วขึ้น การสร้างผลิตภัณฑ์แบบ MVP ไม่ใช่การสร้างโครงรถด้วยอัลลอยอวกาศ หรือเอาล้อรถชั้นเยี่ยมที่สามารถทนทุกสภาพอากาศได้มาให้ลูกค้าเห็นในตอนแรก เพราะแน่นอนมันยังทำหน้าที่ ที่ทำให้ผู้ใช้ไปทำงานได้เร็วขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าเราเริ่มสร้างโมเดลตัวอย่างเพื่อเริ่มทดสอบผู้ใช้ว่าถ้ามีแบบนี้เกิดขึ้น เดินทางได้เร็วขึ้น คุณมีความพึงพอใจมากแค่ไหน

mvp คืออะไร
ภาพประกอบจาก http://www.uxbooth.com/articles/putting-the-vp-into-mvp/

เมื่อสำรวจฐานผู้ใช้งานเบื้องต้นด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้เวลาในการสร้างน้อย และลูกค้าโอเคกับผลลัพธ์นั้น ก็ค่อยๆ ขยับขยายให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ดีกว่าทำผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ไม่แฮปปี้ตั้งแต่แรก จนไปถึงหลายขั้นตอนที่ใช้ทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย เพื่อสุดท้ายก็ยังไม่ตรงความต้องการของผู้ใช้จริงๆ อยู่ดี ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ในการทำงาน งานนึงที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่หันมาสนใจในเรื่องของการทำ MVP อยู่บ้าง คือผมทำผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเจ้านึง เป็นแบบฟอร์มกรอกสั่งซื้อสินค้า มีช่องกรอกทั้งหมด 4 ช่องคือ ชื่อ, นามสกุล, เบอร์โทร และอีเมล์ พร้อมกับ checkbox ให้เลือกติ๊กสินค้าเหมือนวงกลม ก ข ค ง

แต่บังเอิญว่าสินค้าในร้านนั้นเป็นสินค้าที่ค่อนข้างมีชื่อ และเป็นที่ต้องการในตลาด ไม่มีขายทั่วไป ต้องซื้อเป็นแบบพรีออเดอร์ซึ่งก็คือกรอกแบบฟอร์มสั่งซื้อที่ว่านี้ สิ่งที่ได้รับกลับมาหลังจากแคมเปญจบไปแล้วจากผู้ใช้งานจริงๆ คือ “แบบฟอร์มกรอกเยอะเกินไป

ซึ่งทั้งหมด 4 ช่องในแบบฟอร์มเป็นสิ่งที่ตัดออกไม่ได้ เพราะจะต้องนำไปใช้ส่งข้อมูลให้กับระบบขนส่งอีกเจ้า ชื่อ-นามสกุลเป็น basic information ที่ต้องเก็บจากลูกค้า อีเมล์ต้องใช้ในการส่งอีเมล์ยืนยันการสั่งซื้อ และเบอร์โทร เป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทขนส่งใช้ในการติดต่อกับผู้สั่งซื้อ มานั่งนึกอยู่นานว่ามันกรอกเยอะเกินไปแค่ไหน หาวิธีในการตัดช่องกรอกให้น้อยลงเหลือ 2-3 ช่องก็คิดว่าไม่น่าจะช่วยอะไร แล้วก็ไม่คุ้มที่จะทำ จนสรุปแล้วย้อนกลับไปดูสาเหตุต้นตอว่าทำไมผู้ใช้ถึงบอกว่า “แบบฟอร์มกรอกเยอะเกินไป

mvp user experience
MVP illustrations by Calvin C. Chan, (@calvincchan), UX designer, Hong Kong

ก็พบว่าแท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่บอกแบบนั้นคือคนที่เข้ามาจองแล้วไม่ได้ของ หรือสินค้าถูกจองหมดไปก่อนหน้านี้ (ยกตัวอย่าง สินค้าเปิดขาย 100 ชิ้น ถูกสั่งซื้อหมดใน 10 วินาที ซึ่ง ณ ตอนนั้น มีคนเข้ามาราว 1,000 คนกำลังกรอกแบบฟอร์มแข่งกัน) แบบนี้ถึงต่อให้ลดช่องกรอกฟอร์มเหลือ 2 ช่อง หรือช่องเดียวยังไงก็อาจจะโดนบอกว่ากรอกเยอะ กรอกไม่ทันอยู่ดีจากคนที่สั่งซื้อไม่ได้ ฉะนั้นปัญหาจริงๆ คือการกรอกข้อมูลไม่ทัน เพราะบางคนพิมพ์ช้า บางคนพิมพ์เร็ว ไหนจะเรื่องของอินเตอร์เน็ตของแต่ละคนที่ต่างพื้นที่ต่างความเร็วกันอีก

การแก้ปัญหานี้ไม่ยากครับ แค่เพิ่มสินค้าให้มากขึ้น ได้ตามค่าเฉลี่ยกับคนที่เข้ามาซื้อ หรืออีกวิธีนึงคือทำระบบสมาชิก ให้คนเข้ามาสมัครสมาชิก และฝากข้อมูลส่วนตัวไว้ก่อน พอมีเปิดรอบแคมเปญสินค้าในครั้งหน้า ก็ดึงข้อมูลจากสมาชิกมา autofill ในฟอร์มไว้ให้เลย สมาชิกก็แค่เลือกสินค้าอย่างเดียวแค่นั้น แต่ถ้าสมมติว่ากรณีนี้แล้วก็ยังสั่งซื้อไม่ทัน ผู้ใช้ก็คงไม่โทษระบบเราว่ากรอกเยอะเกินไปอีกแล้วล่ะครับ

ติดตามข้อมูล บทความที่เกี่ยวกับ UX ของเราได้โดยการกดติดตามแฟนเพจ JindaTheme 😘

พูดคุยกับทีมงาน Messenger Icon