KNOWLEDGE

คลังข้อมูล รวบรวมบทความที่เป็นประโยชน์ และคำถามที่พบบ่อย

Question สิ่งที่คนมักเข้าใจระหว่าง UI และ UX

คนที่ทำงานในวงการไอทีส่วนใหญ่มักจะเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

ว่า User Interface มักจะรวม User Experience เข้าไปด้วย ทำให้เวลาจ้างพนักงานเข้ามาทำงานในแต่ละครั้งก็จะจ้างคนที่ออกแบบ UI ได้อย่างเดียวเข้ามา แล้วโยนงานออกแบบทั้งหมด(ที่รวม UX) ไปให้กับพนักงานคนดังกล่าว ซึ่งถ้าในความเป็นจริง พนักงานที่ออกแบบคนนั้นเข้าใจในเรื่องของ UX ด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าคนออกแบบยังไม่เข้าใจ หรือเกิดความสับสนว่า UX จำเป็นมากน้อยแค่ไหน แล้วต่างจาก UI อย่างไร

อันนี้อาจจะบอกได้เลยว่า เริ่มจะไม่แฮปปี้เสียแล้ว

คนที่ไม่แฮปปี้ไม่ใช่พนักงานคนดังกล่าว หรือเจ้านาย หรือบริษัทที่จ้างเข้ามาหรอกครับ แต่เป็นผู้ใช้งานจริงที่ต้องเกี่ยวเนื่องกับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้น หรือถูกเปลี่ยนแปลงไป เรามักจะพบเจอกันบ่อยมากในชีวิตจริง เวลาเว็บไซต์ไหน re-design ตัวเองใหม่ให้มีหน้าตาสวยงามขึ้น ดู modern ขึ้น หรืออาจจะเปลี่ยนให้เข้ากับเทรนด์ของเว็บไซต์ในปัจจุบัน โดยที่ความเป็นจริง ผู้ใช้ที่ต้องใช้งานอยู่ทุกวันกลับได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป็นที่มาของการพูดว่า เขาเก่ายังดีกว่าของใหม่

ไม่ใช่เรื่องของหน้าตา แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งาน และความเข้าใจที่ต้องปลูกฝังให้คนใช้ทั่วไปใหม่ เราจึงพูดกันติดตลกในทุกวันนี้ว่า เว็บไซต์สวยไม่ได้แปลว่าจะใช้ง่าย เพราะฉะนั้นแล้วเรามาลองทำความเข้าใจเรื่องของ UI และ UX กันสักหน่อยครับ ว่าทำไม User Interface เนี่ย มันอาจจะอยู่คนละโลกกับ User Experience เลยนะ แต่เวลามันเข้ามาอยู่ในโลกเดียวกันได้แล้ว มันเหมือนกับผู้ใช้พบเจอสววรค์กันเลยทีเดียว

สิ่งที่ควรเสียเวลา ไม่ใช่การออกแบบ

Designer ส่วนใหญ่ทุกคนมักจะมองเป็นอันดับแรกเลยว่า สิ่งที่ควรทุ่มเวลาลงไปนั้นควรอยู่ใน process ของการ design ไหนจะเป็นการร่างแบบ วาดรูป ลงสี ซึ่งแต่ละส่วนงานไม่ว่าจะเป็น wireframe หรือ mockup ก็กินเวลาไปไม่รู้เท่าไหร่ ไหนลูกค้าจะต้องส่ง feedback กลับมาแก้แล้วแก้อีกให้ได้ตามที่ต้องการ เลยทึกทักไปว่า “นี่แหละคือ process ที่ต้องเสียเวลามากที่สุด” เช่นเดียวกับ Coder เลยครับ สิ่งที่เรามักจะคิดว่าส่วนที่ใช้เวลาไปมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการ code ไหนจะเจอ bug ไหนจะ feature ใหม่ที่ลูกค้าอยากได้เพิ่มเข้ามา แต่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ควรจะหาเป็นอันดับแรกคือ

กลุ่มผู้ใช้คือใคร

ถึงเราจะสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาได้สวยงามแค่ไหน หรือว่ามีฟังก์ชั่นให้เรียกใช้งานได้มากเท่าไหร่ แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนใช้งานผลิตภัณฑ์เราจริงๆ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมานอกจากสิ่งที่ผู้ใช้ไม่ได้ต้องการ ผมขอยกตัวอย่างเช่น เราทำระบบหลังบ้านเว็บไซต์ให้โรงเรียนเทศบาลในต่างจังหวัด ออกแบบหน้าเว็บไซต์แบบ perfect สวยงามใช้เทคโนโลยีใหม่ พร้อมทั้งรองรับการใช้งานผ่านมือถือ หลังบ้านมีฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน และอาจจะเหลือๆเลยด้วยไม่ว่าจะเป็น ล็อคอินด้วย Facebook, ตั้งเวลาประกาศ, ดึงรูปจาก Instagram มาแสดงเป็น carousel ได้เอง, ระบบห้องเรียนออนไลน์ ฯลฯ

ฟังดูเหมือนเป็นโปรเจ็คงานราคาแพงทันทีเลยใช่ไหมครับ

แต่เราเคยคิดกันหรือเปล่าว่าแท้จริงแล้ว ผู้ใช้ที่จะเข้ามาใช้งานระบบเราคือใคร แล้วสิ่งที่เราทำไปเหล่านั้นมันเหมาะกับกลุ่มคนแบบนั้นมากน้อยแค่ไหน เราจะรู้ได้ยังไงว่าเขาชอบโทนสีฟ้า หรือเขียวเหมือนที่เราคิดว่าเว็บไซต์นี้ต้องใช้สีโทนนี้ หรือเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่เข้ามาใช้ต้องถูกใจระบบนี้ที่เราเขียนขึ้นแน่ๆ งั้นเรามาตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเว็บไซต์โรงเรียนที่เราเพิ่งสร้างขึ้นหน่อยครับ

  • คนที่เข้ามาใช้งานหน้าบ้าน น่าจะเป็นผู้ปกครองที่เข้ามาหาข้อมูลเพื่อจะส่งลูกหลานเข้าเรียน
  • คนที่เข้ามาใช้งานหน้าบ้าน น่าจะเป็นเด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนเข้ามาดูข่าว ไม่ก็เข้ามาเพราะอาจารย์สั่งให้ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนมาทำรายงาน

ไหนจะประกอบกับโรงเรียนเทศบาลในต่างจังหวัด ที่ยังไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีของ web browser จะรองรับสิ่งที่เราสร้างขึ้นอีก เราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเว็บไซต์ถูกเปิดใช้บนมือถือ หรืออุปกรณ์พกพา มากกว่าคอมพิวเตอร์ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น responsive layout จะจำเป็นที่ต้องทำให้เขาเพื่อ quote ราคาแพงขึ้นหรือเปล่า? ถ้าเป็นคนที่เข้ามาใช้งานหลังบ้านล่ะ คิดว่าเป็นใครบ้าง

  • น่าจะเป็นครู/อาจารย์ ที่เข้ามา
  • หรือใช้แค่ คนดูแลเพียงคนหรือสองคนในการอัพเดทข่าวสาร

แต่จากที่เรารู้กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เว็บไซต์โรงเรียนแทบจะไม่มีการอัพเดทอะไรมากมายเลย ส่วนที่เห็นจะเป็นอัพเดทบ่อยสุดก็คือข่าวสารแจ้งหน้าเว็บไซต์เฉยๆว่า มีกิจกรรมอะไรบ้าง วันไหนหยุดไม่หยุด บางทีอาจจะมีเปลี่ยนรูปอธิการบดีบ้าง แต่นานๆ จะเปลี่ยนครั้ง แต่หลังบ้านเราดันเขียนระบบอลังการมาก ไหนจะล็อคอินด้วย Facebook, ดึงรูปจาก social สร้างนั่นสร้างนี่ บ้างที่ทำเว็บบอร์ดให้ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยมีใครใช้(เพราะยังไง Facebook ก็คุยกันได้เร็วกว่า สะดวกกว่า) แต่ก็สร้างๆ ไปแล้วก็ quote ราคากันเป็นว่าเล่น

ทำอะไรต้องตอบโจทย์ลูกค้า ผู้ใช้

ผู้ใช้ต้องการอะไร? อย่างเช่นที่เมื่อก่อนช่วงที่ Material Design ของ Google เพิ่งออกมาใหม่ๆ เว็บไซต์บริการในเครือก็จะต้องเปลี่ยนหน้าตาไปตาม style guide เช่นเดียวกับบริการ Gmail ที่เมื่อก่อนเป็นแบบนี้

Old Gmail
Gmail แบบเก่า

ซึ่งดูใช้งานง่าย หรือเราอาจจะคุ้นชินกับมันไปแล้ว แล้วก็เปลี่ยนมาเป็นแบบใหม่อยู่ช่วงนึง ซึ่งผู้ใช้ต่างบ่นว่าใช้งานค่อนข้างยาก แล้วตอนนั้นก็ยังไม่มีปุ่มย้อนกลับไปใช้งานแบบเก่าให้ด้วย

Gmail แบบใหม่
Gmail แบบใหม่

เหมือนกันกับ Google Analytics ที่ผมเคยได้เขียนไปเมื่อบทความก่อน(ผู้ใช้ต้องการอะไร?) สิ่งที่ควรเสียเวลาไม่ใช่เรื่องของ interface หรือ feature ที่จะมีในผลิตภัณฑ์ตัวนั้นครับ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ การตอบสนอง การค้นหา หรือรู้ว่าผู้ใช้คือใคร ผู้ใช้มักทำอะไร เขามีเครื่องมืออะไร กิจวัตรประจำวันเขาเป็นแบบไหน เหมือนการพาตัวเองจากผู้สร้างลงไปเป็นผู้ใช้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ควรเสียเวลามากกว่า เพราะยังไงถ้าเรารู้อย่างแจ่มแจ้งเลยว่าเป้าหมายเราเป็นแบบไหน เป็นใคร เราจะไม่ต้องเหนื่อยมานั่งทำ หรือแก้ผลิตภัณฑ์ในตอนหลังบ่อยๆ นั่นเองครับ

สุดท้ายขอลาไปด้วยเว็บไซต์ชื่อดังหลายๆ เจ้าที่ re-design ออกมาแล้ว ผู้ใช้เดิมส่วนใหญ่บอกว่าใช้งานยากกว่าแบบเก่า

Yahoo Mail แบบเก่า
Yahoo Mail แบบเก่า
Yahoo Mail แบบใหม่
Yahoo Mail แบบใหม่
Digg แบบเก่าใช้ง่ายมาก
Digg แบบเก่าใช้ง่ายมาก
Digg แบบใหม่ที่ clean (เกินไป)
Digg แบบใหม่ที่ clean (เกินไป)
สิ่งที่คนมักเข้าใจระหว่าง UI และ UX
Black Ribbon