Vision, Mission และ Values สำคัญกับธุรกิจอย่างไร?

Publish เขียนเมื่อ: 18/12/2018 Category หมวดหมู่: ประสบการณ์ผู้ใช้

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Vision, Mission และ Values ขององค์กรกันมามากพอสมควร แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าแต่ละอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไร ใช้งานยังไง หรือมีความหมายต่างกันอย่างไร ซึ่งแต่ละตัวนั้นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ถ้าหากเสาหลักที่เป็นแก่นสามสิ่งขององค์กรนี้ยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหา หรือนำพาการตัดสินใจที่ยากลำบากมาให้ผู้ประกอบการได้

เมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ของคุณเอง สิ่งที่จำเป็นต้องมี และระบุให้ชัดได้ 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ Vision หรือวิสัยทัศน์, Mission หรือ พันธกิจ และ Values หรือคุณค่าขององค์กร แน่นอนว่าบริษัทเกิดใหม่ทุกวันนี้กลับละเลยที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ไป ในบทความนี้จะเขียนถึงการนำไปใช้งาน และจะอธิบายความแตกต่างของแต่ละส่วนให้อ่านกันครับ

Vision หรือวิสัยทัศน์

vision

เราอยากจะเป็นอะไรในอุตสาหกรรมนี้? หรือเราอยากจะเป็นอะไรในอนาคต ไม่ใช่อยากจะทำอะไรต่อ หรือมีแผนการดำเนินการอย่างไรในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่การให้วิสัยทัศน์นั้นจะอยู่ในกรอบเวลาประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ หรือภาพรวมขององค์กรในอนาคต เหมือนกับการตั้งเป้าหมาย แล้วต้องการจะไปอยู่จุดๆ นั้น เช่น ผู้บริหารมอบวิสัยทัศน์ให้แก่พนักงาน และผู้ถือหุ้นฟังว่าจะเป็นบริษัทที่ใช้พลังงานสะอาด 100% หรืออยากจะดำเนินการเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี เป็นต้น

Mission หรือพันธกิจ

เป็นสิ่งที่บอกว่าองค์กรนั้นจะทำอะไร หรือเราจะเป็นอย่างนั้นเพื่อตอบอะไร ส่วนมากมักจะเป็นถ้อยคำที่สั้น ได้ใจความ และค่อนข้างเป็นที่จดจำ เหมาะกับการพูดถึงไม่ว่าจะสิบ หรือยี่สิบปีข้างหน้าก็ตาม แล้วก็ฟังดูแล้วให้กำลังใจ กระตุ้นให้ดำเนินการตามครรลองที่ได้ตั้งใจเอาไว้ เช่น มุ่งมั่นพัฒนา… อย่างต่อเนื่อง ก็ถือเป็นประโยคคลาสสิคที่ได้ยินกันบ่อยๆ หรือจะเป็น “ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ารักที่ได้ใช้” อย่างของจินดาธีมเองก็ทำนองเดียวกัน

Values หรือคุณค่า

mission

ทีมงานของคุณ หรือผู้คนในองค์กรนั้นเชื่อในอะไร มีเป้าหมาย หรือข้อคิดที่เหมือนกันยังไงเมื่อได้เข้ามาทำงานในองค์กรแห่งนั้น ส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่การงาน หรือรับผิดชอบของคนในองค์กร เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายอย่างยั่งยืน ส่วนใหญ่มักจะไปในทิศทางที่ดี ให้ข้อคิด หรือยึดมั่นปฏิบัติ รวมไปถึงศีลธรรมด้วย ยกตัวอย่างที่เป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายได้เช่น “Don’t be evil” ของ Google เองก็ถือเป็นแง่คิดที่ให้พนักงานยึดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช้ข้อมูล หรือบริการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

กรณีศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นกรณีคลาสสิคหยิบมาเขียน หรือพูดถึงกี่ครั้งก็ยังมีข้อคิดคือกรณีของ บริษัท Johnson & Johnson กับยาพาราเซตามอล ที่ในอดีตเคยมีข่าวถูกปลอมแปลงผลิตภัณฑ์ และมีผู้บริโภคแล้วเสียชีวิตหลายราย บริษัทมาเจอการตัดสินใจที่ยากลำบากว่าจะเรียกสต็อกยาทั้งหมดกลับเข้าสู่บริษัทเพื่อเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ใหม่ หรือจะดำเนินการแก้ข่าว เตือนให้ระมัดระวัง ไม่ให้บริโภคยาไทลินอล ท้ายที่สุดแล้วบริษัทตัดสินใจเรียกสินค้าทั้งหมดในตลาดกลับคืน ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยนิดที่จะเจอสินค้าปลอมแปลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงขาดทุนมหาศาลจากเดิมที่เป็นผู้นำตลาดยาแก้ปวดอย่างเบ็ดเสร็จในเวลานั้น

เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ทำให้เห็นว่า ผู้บริหารของ J&J แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภค มีความสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และไม่อยากให้สาธารณชนต้องเสี่ยงกับภัยอันตรายจากสินค้าของบริษัท เห็นได้ชัดว่าสามเสาที่ค้ำจุนบริษัทนี้ช่วยให้คนรุ่นหลัง ผู้บริหาร และพนักงานต่างเข้าใจว่าองค์กรของตัวเองกำลังทำอะไร มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไร จะได้ไม่ละเลยถึงความหมายขององค์กรในอนาคต

tylenol-death
ภาพจากเว็บไซต์ patch.com