ทำไม Designer กับ Programmer ถึงไม่ค่อยเข้าใจกัน

Publish เขียนเมื่อ: 07/04/2019 Category หมวดหมู่: การพัฒนาเว็บไซต์

อะไรคือความเห็นต่างในการทำงานระหว่างสองฝ่ายนี้?

บ่อยครั้งที่ผมเองมักจะได้ยินจากเพื่อนร่วมงาน หรือจากบริษัทลูกค้า หรือในโลกโซเชียลว่าโปรแกรมเมอร์กับดีไซเนอร์มักจะมีความเห็นต่างกันในเรื่องของงานที่ได้รับมอบหมาย บางทีก็มักจะเกิดปัญหาทะเลาะกันเรื่องคุณภาพ และความเป็นไปได้ของงาน หรือหนักหน่อยงานไหนที่มีความเร่งด่วนก็มักจะทำให้งานที่จะส่งมอบให้ลูกค้านั้นได้ไม่ตรงตามที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก

แล้วทำไมงานที่ตกลงรับบรีฟมาตอนแรก จึงไม่เหมือนกับงานที่กำลังจะส่งมอบออกไป?

สาเหตุหลักที่เป็นปัญหามากที่สุดเลยคือ ตอนที่ไปรับบรีฟจากลูกค้านั้นอาจจะไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ หรือดีไซเนอร์ที่เข้ามาฟังข้อมูลจากลูกค้า หรืออาจจะเป็นเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าไปรับแทนที่ว่าจะเข้าไปคุยด้วยกัน ซึ่งตรงนี้เองหลายคนก็จะมองว่าการพาทีมงานเข้าไปหาลูกค้าหลายคนจะทำให้งานในบริษัทไม่เดิน และจะเกิดเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่า จึงไปคุยกันส่วนมากก็แค่ project manager หรือบางที่ก็พาดีไซเนอร์ไปด้วย

ข้อจำกัดในการพัฒนา

การทำงานซอฟแวร์ หรือผลิตภัณฑ์ดิจิตอลนั้นมีข้อจำกัดอยู่บ้างครับ และต้องจำเป็นต้องบอกข้อจำกัดแต่ละอย่างให้ลูกค้า รวมทั้งทีมได้ทราบก่อนเสมอเมื่อตอนที่รับบรีฟกัน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ทุกคนได้ปรับความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าอะไรที่ทำได้ แล้วอะไรที่ทำไม่ได้ อะไรที่ยังเป็นข้อจำกัดของระบบอื่น ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายสุดคือ Apple Store ก็ได้ครับ

designer

หากลูกค้าบอกว่าต้องการปุ่มย้อนกลับไปหน้าที่แล้วไว้ที่มุมขวาบน แต่ในทางปฎิบัติจริงไม่สามารถทำได้เพราะติดข้อบังคับ หรือ guideline ของ Apple หรือต้องการจะเพิ่มช่องกรอกข้อมูลเลขบัตรประชาชนไว้ที่หน้าสมัครสมาชิก แต่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรดี(อยากจะเก็บข้อมูลไว้ก่อน) ก็จะติดปัญหาตอนรีวิวไม่สามารถนำขึ้นใช้ได้ ต้องนำช่องนี้ออก

หรือถ้าเป็นในมุมเว็บไซต์ หากต้องการเรียกข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้เว็บไซต์ขณะนั้น อาจจะต้องดูด้วยว่าผู้ใช้กดยินยอมให้ตำแหน่งหรือเปล่า ถ้าไม่ให้จะต้องทำยังไงต่อ หรือถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไม่รองรับเทคโนโลยีนี้ควรจะต้องแจ้งผู้ใช้ว่าอะไร หรือถ้าเปิดดูเว็บไซต์บนมือถือ ประสบการณ์การใช้งานจะแตกต่างออกไปมากน้อยแค่ไหน แล้วมือถือบางรุ่นจะมีปัญหาทำให้การทำงานผิดพลาดหรือเปล่า พวกนี้จำเป็นต้องแจ้งให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง หรือคาดว่าจะเกิดผลลัพธ์อะไรบ้างตามมา

หากพัฒนาเว็บไซต์ หรือแอพฯ ไปจนจบกระบวนการแล้ว แต่มารู้ทีหลังก่อนส่งงานว่าบางอย่างไม่สามารถทำตามความต้องการของลูกค้าได้ อาจจะต้องมานั่งปรับใหม่กันภายหลัง หรือบางเจ้าหนักหน่อย ลูกค้าไม่ยอม หรือต่อรองลดราคาก็มีให้เห็นกันอยู่ คือต้องบอกว่าเวลาออกแบบเนี่ยเราจะทำอะไรก็ได้ครับ มันเป็นสิ่งที่ดีไซเนอร์สามารถเทจินตนาการลงไปบนผืนผ้าใบอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มนั่นใส่นี่ได้อย่างอิสระ แต่เวลาที่โปรแกรมเมอร์ต้องเขียนโปรแกรมให้รับกับการออกแบบนั้นเอง อาจจะติดปัญหาการใช้งานของเทคโนโลยี หรือระบบอื่นได้

ภาพในหัวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

สิ่งที่ดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ส่งให้โปรแกรมเมอร์ทำงานต่อคือภาพนิ่ง เป็นภาพนิ่งที่ออกแบบตามความต้องการของผู้ใช้มาอย่างสวยเป๊ะ หรือ project manager อาจจะส่งภาพนี้ให้ลูกค้าดูแล้ว และลูกค้าชอบมากทำการตกลงจะเอางานออกแบบในรูปแบบนี้ ซึ่งถ้างานออกแบบนั้นไม่มีความซับซ้อน หรือดีไซเนอร์ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีการขยับแบบนั้นแบบนี้ในหัวอยู่แล้ว หรืองานออกแบบนั้นไม่ได้ผิดไปจากข้อกำหนด หรือดูแปลกแหวกแนวไปมาก โปรแกรมเมอร์ก็จะทำงานได้ไม่ยากเย็นนัก

programmer

แต่ถ้าหากดีไซเนอร์ออกแบบค่อนข้างแหวกแนว ประกอบกับมีภาพในหัวด้วยว่าแต่ละวัตถุจะวิ่งเข้ามายังไง มีการขยับตรงไหนอะไรขึ้นก่อนเป็นฉากๆ ภาพนิ่งที่โปรแกรมเมอร์ได้นั้นก็ดูเค้าเริ่มจะมีปัญหาขึ้นมาให้เถียงกันในภายหลังแล้วล่ะครับ แน่นอนว่าภาพในหัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้านำภาพนิ่งมาวางไว้ตรงกลางแล้วพูดว่าอะไรน่าจะเป็นอะไร ก็จะเป็นเรื่องยากพอสมควรให้งานมีความละเมียดละไมดูเป็นเนื้อเดียวกัน

จึงมักจะเกิดปัญหาว่าทำไมโปรแกรมเมอร์กับดีไซเนอร์มักจะไม่ค่อยเข้าใจกันเรื่องของผลลัพธ์งานที่ได้อยู่เป็นประจำ แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถโทษใครได้เพราะดีไซเนอร์ก็ต้องการงานที่สดใหม่ ใช้จินตนาการในการพัฒนาสร้างสรรค์ขึ้นมา ส่วนโปรแกรมเมอร์ก็ต้องใช้เรื่องของหลักเหตุ และผลในการเขียนโปรแกรม ซึ่งมันเป็นคนละส่วนการทำงานของสมอง

แล้วที่จินดาธีมเราทำอย่างไร?

ปัญหาแรกจะไม่เกิดขึ้น หรืองานจะออกมาได้ตามที่ลูกค้าต้องการแน่นอนไม่มีแจ้งเปลี่ยนแปลงจากข้อจำกัดในภายหลัง คือการพาทั้งคนออกแบบ และคนเขียนโปรแกรมไปคุยงานรับบรีฟกับลูกค้าพร้อมกัน ขั้นตอนนี้อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างไม่น่าเชื่อด้วย เพราะลูกค้าจะได้เหมือนมีคนช่วยคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร อะไรที่ต้องระวัง หรืออะไรที่ต้องเตรียมเอาไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

อย่างที่สองคือทีมงานของเราสามารถทำได้ทั้งงานออกแบบ และเขียนโปรแกรม จึงเกิดปัญหาน้อยมากเรื่องความไม่ต่อเนื่องของเนื้องาน งานส่วนใหญ่ที่เราทำจึงผสมผสานงานออกแบบ และฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหลตามที่ลูกค้าต้องการได้อย่างไม่มีปัญหา